วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551

ส้ม 9 ผล

> >มีผู้ใจดีซื้อส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท
> >แล้วจากนั้นก็แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง......
> >
> >- ส้มผลแรก
> >อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง
> >แล้วอีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส...แล้วก็บ่นว่า..
> >" ทุเรศจัง..ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว "
> >
> >- ส้มผลที่สอง
> >อยู่กับลูกของผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที
> >เมื่อทานหมดผลแล้ว ก็พูดว่า.." ส้มนี้..อร่อยดีนะ "
> >
> >- ส้มผลที่สาม
> >อยู่กับแม่ของผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้ นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
> >แล้วแช่ตู้เย็นไว้ เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม...
> >" แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง "
> >
> >- ส้มผลที่สี่
> >อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่
> >เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน
> >เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่...." เท่าไหร่ครับ "
> >..........." 10 บาท ครับ "
> >
> >- ส้มผลที่ห้า
> >อยู่กับพ่อค้าน้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่ขวดพลาสติก แช่ไว้ในตู้น้ำแข็งบนรถเข็น
> >แล้วเดินเข็นจำหน่ายไปเรื่อยๆ
> >มีคนหนึ่งเดินสวนมา เรียกให้หยุด เสร็จแล้วก็เปิดตู้น้ำแข็ง
> >ก็ชี้เอาน้ำส้มขวดนั้น คนขายหยิบน้ำส้มขวดนั้น
> >เปิดหยิบหลอดพลาสติกเสียบให้ หนึ่งหลอดแล้วส่งให้คนๆนั้น....
> >" เท่าไหร่ครับ "
> >..........." 20 บาท ครับ "
> >และคนๆ นั้นก็ถือขวดพลาสติกบรรจุน้ำส้มนั้นเดินจากไป
> >
> >- ส้มผลที่หก
> >อยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านลาดพร้าว
> >เจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้วแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น วันนั้น
> >มีหนุ่มสาว คู่หนึ่งเดินเข้ามา
> >เจ้าของร้านจึงเชื้อเชิญและหาที่นั่งให้
> >ฝ่ายหญิง...." น้ำส้มแก้วหนึ่ง ค่ะ "
> >ฝ่ายชาย..." กาแฟ ร้อน ครับ "
> >เจ้าของร้านจึงนำน้ำส้มที่คั้นไว้นำมาใส่แก้วใบใหม่
> >แก้วใบนี้มีลักษณะทรงสูง
> >รอบๆ แก้ว มีรูปหัวใจ ดวงเล็กๆ น่ารัก สีแดงติดอยู่
> >ภายในแก้วใบนั้นมีหลอดพลาสติกเสียบอยู่
> >ตรงปลายหลอดนั้นงอได้ แต่เจ้าของร้านไม่ได้มา เสริฟเอง
> >แต่มีเด็กเสริฟใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กระโปรงสีดำมาเสริฟ
> >แทน เมื่อทานเสร็จ..........เช็คบิล..............
> >น้ำส้มแก้วนี้ 50 บาท
> >
> >- ส้มผลที่เจ็ด
> >อยู่กับภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
> >ครั้งนี้ส้มผลนี้ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่งของร้าน
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี
> >และในวันนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าภัตตาคารนั้นมา
> >และมีความประสงค์ที่จะลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา
> >เพื่อชมทิวทัศน์ในยามค่ำคืนด้วย ในจำนวนรายการที่สั่งนั้น
> >ฝ่ายหญิง..." น้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง ค่ะ "
> >และแล้ว...น้ำส้มคั้นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้นั้น
> >ถูกเสริฟโดย บริกรในชุดประจำร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนั้น
> >แก้วที่ใช้เป็นทรงสูงมีก้านสำหรับจับ หลอดเป็นหลอดพลาสติก
> >ใสตรงปลายหลอดงอได้
> >สิ่งที่โดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่บริเวณขอบปากแก้วนั้น
> >มีส้มที่ถูกฝานเป็นวงกลมเสียบอยู่
> >เมื่อเรือจะเข้าเทียบฝั่ง......สิ่งที่ปรากฎในบิลนั้น....100 บาท
> >เป็นราคาของน้ำส้มแก้ว นี้
> >
> >- ส้มผลที่แปด
> >อยู่กับคลับเฮาซ์สุดหรูย่านปทุมธานี และเช่นเดียวกัน
> >ส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน
> >ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีเช่นเดีย
> >วกัน
> >ในค่ำคืนนั้นมีงานราตรีของกลุ่มสาวไฮโซกลุ่มหนึ่ง
> >และหนึ่งในนั้นก็สั่ง...
> >" น้ำส้มคั้น หนึ่ง ".... น้ำส้มคั้นแก้วนี้
> >ถูกเสริฟโดยบริกรหนุ่ม หน้าตาคมสันคนหนึ่ง
> >มาในชุดทักซิโดที่ตัดด้วยผ้ามูนอย่างดี สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือ
> >ของบริกรหนุ่มคนนั้น คือถาดสีเงิน
> >บนถาดนั้นมีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่
> >แก้วที่บรรจุน้ำส้มคั้นใบนี้ ป็นแก้วคริสตัล
> >ทรงสูงเจียรนัยอย่างดี เป็นแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษตรงขอบปากแก้ว
> >มีส้มกลีบหนึ่งที่ถูกแกะสลักเป็น
> >รูปนกตัวหนึ่งเกาะ(เสียบ)อยู่ที่ปากแก้วนั้น
> >หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
> >บนถาดใบนั้นที่มาพร้อมแก้วคริสตัล
> >มีสลิปบัตรสมาชิกคลับเฮาซ์แนบมาด้วย.... 300 บาท
> >...ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะจดปากกาเซ็นลงไป
> >
> >- ส้มผลที่เก้า
> >อยู่กับโรงแรมแห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
> >และเช่นเดียวกัน
> >ส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้น
> >เหมือนกัน ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี
> >ค่ำคืนนี้ ห้องอาหารชั้น Sky Top มีโอกาสต้อนรับ
> >หนุ่มสาวชาวต่างประเทศ คู่หนึ่ง
> >ที่ เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินเนอร์ เนื่องในโอกาสฉลองสมรส
> >และเลือกเมืองไทยเป็นที่ฮันนีมูน
> >เมื่อหาที่นั่งในห้องอาหารแห่งนี้ได้แล้ว ณ. มุมมองตรงนั้น
> >สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์
> >อย่างชัดเจน ตลอดจนสายน้ำที่ทอดยาวของลำน้ำเจ้าพระยา
> >เมื่อทอดสายตามองยาวออกไป
> >จะมองเห็นสะพานแขวนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม
> >หลังจากพักผ่อนอิริยาบท สักพักหนึ่งแล้ว
> >ฝ่ายหญิงจึงกล่าวกับบริกรว่า.." Orangeade "...
> >และฝ่ายชายว่า..." American Expresso "...
> >สักพักบริกรที่อยู่ในชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่านนั้นกลับมา
> >พร้อมกับกาแฟร้อนและ น้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง
> >แก้วนั้น เป็นแก้วคริสตัลอย่างดี
> >ตรงฐานแก้วและขอบปากแก้วเคลือบด้วยทอง 18 เค
> >ถัดจากฐานรองแก้วตรงขอบที่เคลือบทองขึ้นมา
> >และถัดจากขอบที่เคลือบทองที่ปากแก้วลงมาถูกเจียรนัยตกแต่งอย่างดี
> >เมื่อแสงไฟตกกระทบถูกแก้วเจียรนัยใบนี้ จะเป็นประกายแวววับ
> >ยิ่งภายในใช้บรรจุน้ำส้มคั้นด้วยแล้ว
> >ยิ่งทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ตรงกลางของแก้วใบนี้
> >มีตราสัญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ติดอยู่เป็นเคลือบทอง 18 เค
> >เช่นเดียวกัน หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
> >ตรงปลายได้ขดเป็นเกลียว
> >ตรงขอบปากแก้วมีดอกกล้วยไม้ที่มีชื่อว่า " ช้างเผือก " เสียบอยู่
> >เมื่อแสงไฟที่เป็นหลอด Black Light ส่องมากระทบกับ ช้างเผือก
> >ดอกนี้ จะเกิดเป็นสีขาวเรืองๆ ขึ้นมาอย่างสวยงาม
> >บริกรโค้งคำนับก่อนที่จะเสริฟ และ โค้งคำนับเมื่อเสริฟเสร็จแล้ว
> >หลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้ดื่มด่ำกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้
> >พอสมควรแล้ว ฝ่ายชายจึงกล่าวกับบริกรขึ้นว่า..
> >" Cash Please " บริกรโค้งคำนับ
> >ก่อนที่จะเดินไปที่แคชเชียร์
> >Ticket ที่ออกมา .... Orangeade 500 Baht ......
> >
> >ส้มเหมือนกัน ราคาโดยเฉลี่ยแล้วผลละ 5 บาทเหมือนกัน
> >อาจจะเป็นพันธุ์เดียวกัน ต้นเดียวกัน
> >อยู่กิ่งก้านเดียวกัน หรือ อาจจะอยู่ช่อเดียวกันด้วยซ้ำไป
> >แต่ทำไมมูลค่าของส้มถึงต่างกันมากมาย
> >หรือว่าเป็นเพราะเวลาและสถานที่ต่างกัน
> >..ช่วงเวลาและสถานการณ์, สถานที่ ที่ต่างกันนั่นแหละ
> >เป็นตัวกำหนดมูลค่าของส้ม
> >.........และ...........ของตัวคุณเอง..!!!!
> >บ่อยครั้งที่เราเคยท้อแท้กับ....งาน, ตกงาน, คนรอบข้าง, ครอบครัว,
> >หรือแม้กระทั่ง กับ ตัวเราเอง
> >แต่อยากจะบอกว่า...ขอให้อดทนเพราะช่วงเวลานี้...มันไม่ใช่ของเรา
> >
> >ส้มนั้นถูกคนเป็นผู้กำหนดจนทำให้มีมูลค่าแบบนั้น
> >แล้วทำไมเราถูกไม่กำหนดมูลค่าของตัวเรา ขึ้นมาบ้างหละ
> >ณ วันนี้เราอาจจะมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของส้มที่ขอทานกินแล้วโยนทิ้งไป
> >แต่เชื่อแน่ว่า หากเราได้ตัดสินใจแล้วว่า
> >ทางเดินเส้นนี้เราได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินแล้ว
> >จงตั้งมั่นและก้าวต่อไป อดทนเพื่อรอเวลาของเรา
> >
> >ไม่แน่นะว่า.....มูลค่าของเราอาจจะมากมายเกินกว่า
> >ที่เราจะคาดคิดก็เป็นไปได้...............ใครจะไปรู้หละ..

ไม่มีความคิดเห็น: