วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2551

~* เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วัน *~

เพราะชีวิตคนเรามีแค่ 21,900 วันเท่านั้น

คนเราอายุเฉลี่ย 60 ปี

1 ปี เท่ากับ 365 วัน
แสดงว่าแต่ละคนมีเวลาบนพื้นโลก 21,900 วัน
คิดปลีกย่อยไปกว่านั้นก็ 525,600 นาที
ลองนับเป็นสัปดาห์ อืม...ไม่เลว 3,120 สัปดาห์

แสดงว่า เรามีโอกาสเที่ยวในคืนวันเสาร์สามพันกว่าครั้งเท่านั้นเอง คิดแบบนี้แล้วไม่กล้าดูนาฬิกา
แทบเบือนหน้าจากปฏิทิน เพราะมันไม่ต่างอะไรกับการนับแถวหลังเพื่อรอวันลาโลก

เปล่าเลย ผมไม่ได้กลัวตาย ตรงกันข้าม ผมคิดว่าตลอดเวลาที่ใช้ชีวิตอยู่บนโลกนี้มันน้อยมาก
หากคำนวณในเชิงตัวเลข ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่ยังไม่ได้อ่าน เพลงอีกหลายเพลงที่ยังไม่ได้ฟัง
หนังอีกหลายเรื่องที่ยังไม่เคยดู ความรู้สึกในใจมากมายที่ยังไม่เคยบอก
พื้นที่อีกหลายล้านตารางกิโลเมตรที่ยังไม่เคยไป

โอ๊ย...กลุ้ม สองหมื่นกว่าวันที่เราได้รับมามันน้อยเกินไปจริงๆ
และที่น่ากลุ้มไปกว่านั้น คือ ใช่ว่าทุกคนจะอยู่ถึง 60 ปี

แน่นอน 1 ปี ยังเท่ากับ 365 วัน
นั่นแสดงว่า บางคนไม่ได้มีเวลาอยู่บนพื้นโลกถึง 21,900 วันหรอกนะ
อาจไม่ถึง 3,120 สัปดาห์ซะด้วยซ้ำ
อุแม่เจ้า... 2 คืนวันเสาร์ที่จะได้ไปเที่ยวเหลือไม่ถึงสามพันแล้วเหรอเนี่ย

คิดแบบนี้แล้วต้องรีบยกนาฬิกาขึ้นมาดู กางปฏิทินออกกว้างๆ
เพราะนี่คือวันเสาร์ที่เราเหลือ...บนพื้นโลก

นี่เรากำลังอ่านอะไรบ้าบอ อยู่เนี่ยคิดมากไร้สาระ ฟุ้งซ่าน(รู้นะว่าพวกเธอคิดอยู่) ....
ไม่เลย นี่ไม่ใช่ปรัชญางี่เง่าอะไรทั้งนั้น หากเป็นความจริงที่เราไม่ค่อยได้มองมัน เอาล่ะ นี่คือ เรื่องจริงเรื่องหนึ่ง
ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมันไป งั้นสมมติว่าทุกคนอายุ 18 ปี แปลว่าใช้ชีวิตมาแล้ว 6,235 วัน และผ่านคืน
วันเสาร์มา ร้อยกว่าครั้ง ส่วนหน่วยนาทีนั้น...คำนวณเองบ้างซิว้อย!!!

เอาเวลาที่ใช้ไปนั้น หักลบกับเวลาที่(คาดว่าน่าจะ)เหลืออยู่ผลลัพธ์ที่ได้ เราจะยังไงกับมันดี

แต่น่าแปลก หลายคนยังยอมทำงานน่าเบื่อ นั่งเอาหัวตากแอร์ไปวันๆ ยอมให้คนที่ไม่ใช่พ่อใช่แม่จิกหัวใช้
เพื่ออะไรบางอย่างที่เราเรียกว่า เงินเดือน

บางคนทนเรียนอะไรก็ไม่รู้อยู่ 4 ปี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าชอบหรือเปล่า รู้แต่ว่าแม่ชอบ ไม่ก็เห็นเพียงว่า
เพื่อนเรียน เพียงแค่ตอบตัวเองไม่ได้ว่ากูจะเป็นอะไรดี

บางคนแอบรักเขา ซุ่มเลิฟอยู่อย่างนั้น ปล่อยให้ความรู้สึกที่ดีลอยไปหาคนอื่น แต่กลับปล่อยให้หัวใจตัวเอง
เหลือแต่ความรู้สึกต่ำต้อยได้ทุกวัน ทุกวัน ทุกวัน

บางคนกินทิฐิเป็นอาหาร เก๊กใส่กันไปวันๆ ต่างฝ่ายต่างรอให้อีกฝ่ายง้อ มึงแน่ กูแน่ งอนการกุศล
ประชดทำลายสถิติ เชิดหยิ่งชิงชนะเลิศ...ไอ้บ้า!!!

และอีกหลายคนนิยมกิจกรรม 'ฆ่าเวลา' ... ชีวิตมันว่างจัด ขนาดต้องนั่งฆ่าเวลากันเลย
บอกตรงๆ เห็นแล้วอยากตบกบาล เอ็งกำลังทำลายทรัพย์สินที่มีค่าที่สุดที่มนุษย์ทุกคนพึงจะมี

อีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ

ลองคิดแบบนี้บ้าง...ใช่แล้ว...เราจะเกิดความเสียดายเพราะเหลืออีกหมื่นแสนล้านอย่างที่เราไม่ได้ทำ

ตายได้ยังไงหากฝันไม่สำเร็จ...ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ยอมตาย
แต่ให้รีบทำทุกอย่างก่อน ที่จะตาย...ซึ่งจะเป็นวันไหนก็ไม่รู้

เคยสงสัยมั้ย... ทำไมเราถูกกำหนดไม่ให้รู้วันตายของตัวเองเพราะมันจะทำให้เราไม่แยแสทุกสิ่งทุกอย่าง
และตอบสนองความต้องการของตัวเอง ทั้งในทางดีและทางชั่ว

และในเมื่อเราไม่รู้ว่าเมื่อไหร่...มาเตรียมการรอรับวาระสุดท้ายของเราดีกว่า เอาแบบว่าถ้าตาย
วันพรุ่งนี้ก็จะได้นอนตาหลับ เกิดโชคดีไม่ตายขึ้นมาเราก็จะได้กำไรในการอยู่ต่อเพื่อทำสิ่งดีที่ยังค้างคา

ใช้ชีวิตโดยคิดซะว่า...พรุ่งนี้ชั้นจะตายแล้ว
ทำในสิ่งที่เรารัก เสมือนว่าเราจะไม่ได้ทำมันอีก
ตามฝันของเราไปสุดโต่ง...ต้องรีบแล้ว...เดี๋ยวตายยนะ...เตือนแล้วไง

รักให้หมดใจ บอกเขาไปทั้งหมดที่ความรู้สึกมี ส่วนจะรักหรือไม่รักกู ไม่สนว้อย...
เพราะพรุ่งนี้ชั้น(อาจจะ)ตายแล้ว

ใช้เวลา(ที่อาจจะ)สุดท้ายที่มีต่อกันไว้ กอดกันเหมือนว่านี่เป็นกอดสุดท้ายของเรา
นุ่มนวลที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะอย่างน้อยๆ เราจะได้มีสีหน้าที่ยิ้มแย้มตอยให้สัมภาษณ์ยมบาล

คนข้างบ้านเดินหน้าแป้นแล้นมาบอกกข่าวดี ลูกสาววัย 23 กำลังจะแต่งงาน ในมือมีซองสีชมพูพร้อม
การ์ด ลูกสาวอยู่ต่างจังหวัดกับคู่หมั้น แม่เลยต้องมาแจกการ์ดเอง แต่เมื่อกี๊นี้ว่าที่เจ้าสาวเพิ่งโทร.มา
ปรึกษาแม่เรื่องชุดแต่งงาน หลังจากนั้น 3 ชั่วโมง เธอตาย... แต่กว่าที่คนเป็นแม่จะได้รู้ข่าวร้าย ก็
ปาไป 5 วัน ซองในมือผมกลายเป็นเงินช่วยงานศพ ช่อดอกไม้กลายเป็นพวงหรีดและทั้งหมดกลายเป็น
แรงบันดาลใจที่อยากจะบอกว่าอีกหน่อยเราก็ตายจากกัน...แล้วนะ

อ้าว!!! รู้งี้ยังจะมาอ้อยสร้อยอะไรกันอีก รีบแยกย้ายไปใช้เวลาที่เราเหลืออยู่ทำทุกอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ

เดี๋ยวตายซะก่อน...เสียดายแย่!!!

วันเสาร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2551

ส้ม 9 ผล

> >มีผู้ใจดีซื้อส้มชั้นดีคัดพิเศษ 9 ลูก ราคา 45 บาท
> >แล้วจากนั้นก็แจกให้กับคนกลุ่มหนึ่ง......
> >
> >- ส้มผลแรก
> >อยู่กับขอทาน ขอทานผู้นั้นแกะทานแค่ครึ่งหนึ่ง
> >แล้วอีกครึ่งหนึ่งก็ ขว้างทิ้งไปอย่างไม่แยแส...แล้วก็บ่นว่า..
> >" ทุเรศจัง..ให้มาได้แค่ส้มผลเดียว "
> >
> >- ส้มผลที่สอง
> >อยู่กับลูกของผู้ใจดี ลูกของผู้ใจดีนั้นก็แกะทานทันที
> >เมื่อทานหมดผลแล้ว ก็พูดว่า.." ส้มนี้..อร่อยดีนะ "
> >
> >- ส้มผลที่สาม
> >อยู่กับแม่ของผู้ใจดี แม่ของผู้ใจดีนี้ นำส้มที่ได้ไปคั้นเป็นน้ำส้ม
> >แล้วแช่ตู้เย็นไว้ เมื่อกระหาย จึงนำมาดื่ม...
> >" แหมม..น้ำส้มนี้ชื่นใจดีจริง "
> >
> >- ส้มผลที่สี่
> >อยู่กับร้านขายของชำ เจ้าของร้านขายของชำก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้ว แช่ไว้ในตู้แช่
> >เมื่อมีคนเดินผ่านมาเปิดตู้แช่ แล้วหยิบน้ำส้มแก้วนั้นมาทาน
> >เมื่อทานเสร็จ ก็นำแก้วเปล่านั้นวางไว้ที่ตู้แช่...." เท่าไหร่ครับ "
> >..........." 10 บาท ครับ "
> >
> >- ส้มผลที่ห้า
> >อยู่กับพ่อค้าน้ำผลไม้ พ่อค้าน้ำผลไม้ก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่ขวดพลาสติก แช่ไว้ในตู้น้ำแข็งบนรถเข็น
> >แล้วเดินเข็นจำหน่ายไปเรื่อยๆ
> >มีคนหนึ่งเดินสวนมา เรียกให้หยุด เสร็จแล้วก็เปิดตู้น้ำแข็ง
> >ก็ชี้เอาน้ำส้มขวดนั้น คนขายหยิบน้ำส้มขวดนั้น
> >เปิดหยิบหลอดพลาสติกเสียบให้ หนึ่งหลอดแล้วส่งให้คนๆนั้น....
> >" เท่าไหร่ครับ "
> >..........." 20 บาท ครับ "
> >และคนๆ นั้นก็ถือขวดพลาสติกบรรจุน้ำส้มนั้นเดินจากไป
> >
> >- ส้มผลที่หก
> >อยู่กับร้านอาหารแห่งหนึ่งบนห้างสรรพสินค้าชั้นนำย่านลาดพร้าว
> >เจ้าของร้านอาหารแห่งนี้ก็นำส้มผลนี้
> >ไปคั้นเป็นน้ำส้ม เหยาะเกลือนิด เติมน้ำตาลหน่อย
> >ปรุงได้ที่แล้วก็นำไปใส่แก้วแล้วแช่ไว้ในตู้เย็น วันนั้น
> >มีหนุ่มสาว คู่หนึ่งเดินเข้ามา
> >เจ้าของร้านจึงเชื้อเชิญและหาที่นั่งให้
> >ฝ่ายหญิง...." น้ำส้มแก้วหนึ่ง ค่ะ "
> >ฝ่ายชาย..." กาแฟ ร้อน ครับ "
> >เจ้าของร้านจึงนำน้ำส้มที่คั้นไว้นำมาใส่แก้วใบใหม่
> >แก้วใบนี้มีลักษณะทรงสูง
> >รอบๆ แก้ว มีรูปหัวใจ ดวงเล็กๆ น่ารัก สีแดงติดอยู่
> >ภายในแก้วใบนั้นมีหลอดพลาสติกเสียบอยู่
> >ตรงปลายหลอดนั้นงอได้ แต่เจ้าของร้านไม่ได้มา เสริฟเอง
> >แต่มีเด็กเสริฟใส่เสื้อเชิ๊ตสีขาว กระโปรงสีดำมาเสริฟ
> >แทน เมื่อทานเสร็จ..........เช็คบิล..............
> >น้ำส้มแก้วนี้ 50 บาท
> >
> >- ส้มผลที่เจ็ด
> >อยู่กับภัตตาคารแห่งหนึ่งแถวริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
> >ครั้งนี้ส้มผลนี้ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่งของร้าน
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี
> >และในวันนั้น มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้าภัตตาคารนั้นมา
> >และมีความประสงค์ที่จะลงเรือล่องแม่น้ำเจ้าพระยา
> >เพื่อชมทิวทัศน์ในยามค่ำคืนด้วย ในจำนวนรายการที่สั่งนั้น
> >ฝ่ายหญิง..." น้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง ค่ะ "
> >และแล้ว...น้ำส้มคั้นแก้วที่วางอยู่ตรงหน้าหญิงสาวผู้นั้น
> >ถูกเสริฟโดย บริกรในชุดประจำร้านที่เป็นเอกลักษณ์ของร้านนั้น
> >แก้วที่ใช้เป็นทรงสูงมีก้านสำหรับจับ หลอดเป็นหลอดพลาสติก
> >ใสตรงปลายหลอดงอได้
> >สิ่งที่โดดเด่นนั้นอยู่ตรงที่บริเวณขอบปากแก้วนั้น
> >มีส้มที่ถูกฝานเป็นวงกลมเสียบอยู่
> >เมื่อเรือจะเข้าเทียบฝั่ง......สิ่งที่ปรากฎในบิลนั้น....100 บาท
> >เป็นราคาของน้ำส้มแก้ว นี้
> >
> >- ส้มผลที่แปด
> >อยู่กับคลับเฮาซ์สุดหรูย่านปทุมธานี และเช่นเดียวกัน
> >ส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้นเหมือนกัน
> >ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดีเช่นเดีย
> >วกัน
> >ในค่ำคืนนั้นมีงานราตรีของกลุ่มสาวไฮโซกลุ่มหนึ่ง
> >และหนึ่งในนั้นก็สั่ง...
> >" น้ำส้มคั้น หนึ่ง ".... น้ำส้มคั้นแก้วนี้
> >ถูกเสริฟโดยบริกรหนุ่ม หน้าตาคมสันคนหนึ่ง
> >มาในชุดทักซิโดที่ตัดด้วยผ้ามูนอย่างดี สิ่งที่อยู่บนฝ่ามือ
> >ของบริกรหนุ่มคนนั้น คือถาดสีเงิน
> >บนถาดนั้นมีแก้วน้ำส้มคั้นตั้งอยู่
> >แก้วที่บรรจุน้ำส้มคั้นใบนี้ ป็นแก้วคริสตัล
> >ทรงสูงเจียรนัยอย่างดี เป็นแก้วที่สั่งทำเป็นพิเศษตรงขอบปากแก้ว
> >มีส้มกลีบหนึ่งที่ถูกแกะสลักเป็น
> >รูปนกตัวหนึ่งเกาะ(เสียบ)อยู่ที่ปากแก้วนั้น
> >หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
> >บนถาดใบนั้นที่มาพร้อมแก้วคริสตัล
> >มีสลิปบัตรสมาชิกคลับเฮาซ์แนบมาด้วย.... 300 บาท
> >...ก่อนที่หญิงผู้นั้นจะจดปากกาเซ็นลงไป
> >
> >- ส้มผลที่เก้า
> >อยู่กับโรงแรมแห่งหนึ่งย่านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา
> >และเช่นเดียวกัน
> >ส้มผลนี้ไว้ถูกทำเป็นน้ำส้มคั้น
> >เหมือนกัน ถูกปรุงแต่งโดยบาร์เทนเดอร์มือหนึ่ง
> >น้ำส้มคั้นที่ได้นั้นถูกปรุงแต่งและเก็บรักษาไว้ในตู้แช่อย่างดี
> >ค่ำคืนนี้ ห้องอาหารชั้น Sky Top มีโอกาสต้อนรับ
> >หนุ่มสาวชาวต่างประเทศ คู่หนึ่ง
> >ที่ เลือกสถานที่แห่งนี้เป็นที่ดินเนอร์ เนื่องในโอกาสฉลองสมรส
> >และเลือกเมืองไทยเป็นที่ฮันนีมูน
> >เมื่อหาที่นั่งในห้องอาหารแห่งนี้ได้แล้ว ณ. มุมมองตรงนั้น
> >สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเกาะรัตนโกสินทร์
> >อย่างชัดเจน ตลอดจนสายน้ำที่ทอดยาวของลำน้ำเจ้าพระยา
> >เมื่อทอดสายตามองยาวออกไป
> >จะมองเห็นสะพานแขวนที่ถูกประดับประดาไปด้วยแสงไฟอย่างสวยงาม
> >หลังจากพักผ่อนอิริยาบท สักพักหนึ่งแล้ว
> >ฝ่ายหญิงจึงกล่าวกับบริกรว่า.." Orangeade "...
> >และฝ่ายชายว่า..." American Expresso "...
> >สักพักบริกรที่อยู่ในชุดไทยสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นท่านนั้นกลับมา
> >พร้อมกับกาแฟร้อนและ น้ำส้มคั้นแก้วหนึ่ง
> >แก้วนั้น เป็นแก้วคริสตัลอย่างดี
> >ตรงฐานแก้วและขอบปากแก้วเคลือบด้วยทอง 18 เค
> >ถัดจากฐานรองแก้วตรงขอบที่เคลือบทองขึ้นมา
> >และถัดจากขอบที่เคลือบทองที่ปากแก้วลงมาถูกเจียรนัยตกแต่งอย่างดี
> >เมื่อแสงไฟตกกระทบถูกแก้วเจียรนัยใบนี้ จะเป็นประกายแวววับ
> >ยิ่งภายในใช้บรรจุน้ำส้มคั้นด้วยแล้ว
> >ยิ่งทำให้โดดเด่นยิ่งขึ้น ตรงกลางของแก้วใบนี้
> >มีตราสัญลักษณ์ของโรงแรมแห่งนี้ติดอยู่เป็นเคลือบทอง 18 เค
> >เช่นเดียวกัน หลอดที่ใช้เป็นหลอดแก้วใส
> >ตรงปลายได้ขดเป็นเกลียว
> >ตรงขอบปากแก้วมีดอกกล้วยไม้ที่มีชื่อว่า " ช้างเผือก " เสียบอยู่
> >เมื่อแสงไฟที่เป็นหลอด Black Light ส่องมากระทบกับ ช้างเผือก
> >ดอกนี้ จะเกิดเป็นสีขาวเรืองๆ ขึ้นมาอย่างสวยงาม
> >บริกรโค้งคำนับก่อนที่จะเสริฟ และ โค้งคำนับเมื่อเสริฟเสร็จแล้ว
> >หลังจากที่หนุ่มสาวคู่นี้ดื่มด่ำกับบรรยากาศในค่ำคืนนี้
> >พอสมควรแล้ว ฝ่ายชายจึงกล่าวกับบริกรขึ้นว่า..
> >" Cash Please " บริกรโค้งคำนับ
> >ก่อนที่จะเดินไปที่แคชเชียร์
> >Ticket ที่ออกมา .... Orangeade 500 Baht ......
> >
> >ส้มเหมือนกัน ราคาโดยเฉลี่ยแล้วผลละ 5 บาทเหมือนกัน
> >อาจจะเป็นพันธุ์เดียวกัน ต้นเดียวกัน
> >อยู่กิ่งก้านเดียวกัน หรือ อาจจะอยู่ช่อเดียวกันด้วยซ้ำไป
> >แต่ทำไมมูลค่าของส้มถึงต่างกันมากมาย
> >หรือว่าเป็นเพราะเวลาและสถานที่ต่างกัน
> >..ช่วงเวลาและสถานการณ์, สถานที่ ที่ต่างกันนั่นแหละ
> >เป็นตัวกำหนดมูลค่าของส้ม
> >.........และ...........ของตัวคุณเอง..!!!!
> >บ่อยครั้งที่เราเคยท้อแท้กับ....งาน, ตกงาน, คนรอบข้าง, ครอบครัว,
> >หรือแม้กระทั่ง กับ ตัวเราเอง
> >แต่อยากจะบอกว่า...ขอให้อดทนเพราะช่วงเวลานี้...มันไม่ใช่ของเรา
> >
> >ส้มนั้นถูกคนเป็นผู้กำหนดจนทำให้มีมูลค่าแบบนั้น
> >แล้วทำไมเราถูกไม่กำหนดมูลค่าของตัวเรา ขึ้นมาบ้างหละ
> >ณ วันนี้เราอาจจะมีมูลค่าไม่ถึงครึ่งของส้มที่ขอทานกินแล้วโยนทิ้งไป
> >แต่เชื่อแน่ว่า หากเราได้ตัดสินใจแล้วว่า
> >ทางเดินเส้นนี้เราได้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินแล้ว
> >จงตั้งมั่นและก้าวต่อไป อดทนเพื่อรอเวลาของเรา
> >
> >ไม่แน่นะว่า.....มูลค่าของเราอาจจะมากมายเกินกว่า
> >ที่เราจะคาดคิดก็เป็นไปได้...............ใครจะไปรู้หละ..

เมื่อแฟนผม..ให้ไปออกเดทกับหญิงอื่น

เมื่อแฟนผม..ให้ไปออกเดทกับหญิงอื่น

หลังจากที่แต่งงานมาได้ 21 ปี ผมก็ค้นพบวิธีใหม่ในการทำให้ความรักสดใสมีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
เพราะวันหนึ่งภรรยาผมบอกว่า ผมต้องออกเดทกับผู้หญิงคนหนึ่ง มันเป็นไอเดียของเธอล้วน ๆ จริง ๆ นะ

'ฉันรู้ว่าคุณรักเธอ' ภรรยาผมว่า
'แต่ผมรักคุณนี่' ผมเถียง
'ฉันรู้ค่ะ แต่คุณก็รักเธอคนนี้ด้วยเหมือนกัน'

ผู้หญิงคนนั้นที่ภรรยาอยากให้ผมไปหา คือ แม่ของผมเอง ซึ่งเป็นหม้ายมา 19 ปีแล้ว
เนื่องจากงานที่รัดตัวและต้องดูแลลูก ๆ ทำให้ผมไปเยี่ยมแม่เพียงบางครั้งบางคราวเท่านั้น

วันที่ผมโทรไปหาแม่เพื่อชวนท่านออกไปทานข้าวเย็นและดูหนัง
แม่ถามว่า 'มีอะไรหรือ ? ลูกสบายดีรึเปล่า ?'

แม่ผมเป็นผู้หญิงประเภทที่คิดว่าการที่คนโทรมาหากลางดึก หรือเชิญอย่างกระทันหัน
หมายความว่ามีเรื่องไม่ค่อยดีเกิดขึ้น ผมตอบแม่ว่า 'ผมว่าดีออกถ้าเราได้ใช้เวลากันตามลำพังสองคน แม่ลูกบ้าง'
แม่นิ่งคิดไปครู่หนึ่ง แล้วตอบว่า 'แม่ยินดีมากเลยจ้ะ'

เย็นวันศุกร์หลังเลิกงาน ผมขับรถไปรับแม่ที่บ้าน ผมรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย
เมื่อผมไปถึงบ้านแม่ ผมก็ สังเกตได้ว่า แม่เองก็ตื่นเต้นเหมือนกัน
แม่สวมเสื้อโค้ทนั่งรอผมอยู่ในบ้านเรียบร้อยแล้ว

แม่ม้วนผมแล้วสวมชุดที่แม่ใส่ในวันฉลองครบรอบการแต่งงานครั้งสุดท้าย
พลางยิ้มรับผมด้วยใบหน้าที่แจ่มใสราวกับทูตสวรรค์

'แม่บอกเพื่อนๆว่าแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกชาย พวกเขาประทับใจกันใหญ่' แม่พูดขณะที่กำลังก้าวขึ้นรถ
'พวกเขารอฟังแทบไม่ไหวเลย'

เราไปภัตตาคารที่ถึงแม้จะไม่หรูหรา แต่ก็ดีเยี่ยม และบรรยากาศก็อบอุ่นสบาย ๆ มาก ๆ

แม่ควงแขนผมเดินราวกับว่าเป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่ง หลังจากที่เรานั่งลงเรียบร้อยแล้ว ผมต้องเป็นฝ่ายอ่าน
เมนูอาหาร เพราะสายตาของแม่อ่านได้เพียงตัวหนังสือตัวใหญ่ ๆ เท่านั้น เมื่อผมอ่านเมนูอองเทรไปได้เพียงครึ่ง
ผมเงยขึ้นมองเห็นแม่กำลังมองดูผมอยู่ด้วยรอยยิ้มระลึกถึงความหลัง
'ตอนที่ลูกยังเล็กนั้น แม่ต้องเป็นคนอ่าน เมนูให้ลูกฟัง' แม่ว่า
'งั้นตอนนี้ก็ถึงเวลาแล้วที่ผมจะผลัดเวรให้แม่นั่งฟังสบายๆบ้าง' ผมตอบ

ในระหว่างมื้ออาหารนั้น เราคุยกันอย่างถูกคอ - ไม่ใช่เรื่องราวพิเศษอะไร - เพียงแต่สลับกันถามว่าชีวิตของเรา
เป็นยังไงทำอะไรที่ไหนมาบ้าง เราคุยกันสนุกมากจนไปดูหนังไม่ทัน

เมื่อผมไปส่งแม่ที่บ้าน แม่พูดว่า 'แล้วแม่จะออกไปเที่ยวกับลูกอีกนะ แต่คราวนี้ลูกต้องยอมให้แม่เป็นเจ้าภาพนะจ๊ะ'
ผมตอบตกลง

'ดินเน่อร์เป็นยังไงบ้าง ?' ภรรยาถามเมื่อผมกลับถึงบ้าน
'ดีเยี่ยมกว่าที่ผมคิดไว้มากเลย' ผมตอบ

ไม่กี่วันต่อมา แม่ผมเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวายเฉียบพลัน มันเกิดขึ้นกระทันหันมากจนผมช่วยอะไรไม่ทันเลย

หลายวันต่อมา ผมได้รับจดหมายพร้อมใบเสร็จจากภัตตาคารที่ผมกับแม่เคยไป
มีโน๊ตเล็กๆแนบมาด้วยว่า

'แม่จ่ายค่าอาหารชุดนี้เรียบร้อยแล้ว แม่รู้อยู่แล้วว่าแม่คงไปไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม แม่ก็จ่ายสำหรับสองคน คือลูกกับภรรยา ลูกคงเดาไม่ถูกหรอกว่าวันนั้นมีความหมายต่อแม่มากแค่ไหน, รักลูกจ้ะ'

วินาทีนั้น ผมเข้าใจถึงความสำคัญของการกล่าวคำว่า 'รัก' ต่อคนที่เรารักในช่วงเวลาที่เค้าต้องการมัน

ไม่มีอะไรสำคัญมากไปกว่าครอบครัวของคุณ จงให้เวลากับพวกเค้าในเวลาที่พวกเค้าต้องการคุณ
เพราะสิ่งเหล่านี้ ไม่อาจผลัดวันประกันพรุ่งได้

บางคนบอกว่า หลังจากที่คุณคลอดบุตรแล้วต้องใช้เวลาราว 6 สัปดาห์จึงจะคืนสู่สภาพเดิม
คนนั้นไม่รู้ว่าหลังจากที่คุณได้เป็นแม่คนแล้ว ไม่มีคำว่าคนเดิมอีกต่อไป

บางคนบอกว่า คนเราเรียนรู้การเป็นแม่ได้เองตามสัญชาติญาณ
คนนั้นไม่เคยพาลูกสามขวบไปซูเปอร์มาร์เกต

บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นน่าเบื่อ
คนนั้นไม่เคยนั่งรถที่ลูกวัยรุ่นขับหลังจากที่ได้ใบขับขี่มาหมาดๆ

บางคนบอกว่า ถ้าคุณเป็นคนดี ลูกออกมาก็จะดีเอง
คนนั้นนึกว่าเด็กคลอดออกมาพร้อมกับคู่มือการใช้และใบรับประกัน

บางคนบอกว่า แม่ที่ดีไม่ควรขึ้นเสียงกับลูก
คนนั้นไม่เคยเปิดประตูหลังบ้านออกมาทันได้เห็นลูกหวดลูกกอล์ฟเข้าใส่หน้าต่างครัวของเพื่อนบ้านพอดิบพอดี

บางคนบอกว่า การเป็นแม่คนนั้นไม่ต้องมีการศึกษาก็ได้
คนนั้นไม่เคยช่วยลูกประถมสี่ทำการบ้านเลข

บางคนบอกว่า แม่รักลูกคนที่ห้าไม่เท่าลูกคนแรก
คนนั้นไม่เคยมีลูกห้าคน

บางคนบอกว่า ช่วงที่ยากที่สุดของการเป็นแม่คือตอนเลี้ยงและตอนคลอด
คนนั้นไม่เคยยืนดูลูกขึ้นรถเมลไปโรงเรียนอนุบาลวันแรก หรือขึ้นเครื่องบินไปบู๊ทแคมป์ของทหาร

บางคนบอกว่า งานของแม่นั้นหมูๆ ปิดตาสองข้าง หรือมัดมือไว้ข้างหนึ่งก็ยังไว้
คนนั้นไม่เคยสอนการออกเดินขายคุ๊กกี้ให้กับเหล่ายุวนารี
7 คนที่กระจุ๊กกระจิ๊กคิกคักกันอยู่ตลอดเวลา

บางคนบอกว่า แม่เลิกกังวลได้แล้ว หลังจากที่ลูกแต่งงานออกเรือนไป
คนนั้นไม่รู้ว่าการแต่งงานคือการนำลูกชายหรือลูกสาวคนใหม่เข้ามาอยู่ในสายใยใจของแม่

บางคนบอกว่างานของแม่สิ้นสุดลงเมื่อลูกคนสุดท้ายออกจากบ้านไป
คนนั้นไม่เคยมีหลานยาย หรือหลานย่า

บางคนบอกว่า แม่รู้ดีอยู่แล้วว่าคุณรักท่าน เพราะงั้น ไม่ต้องบอกท่านก็ได้
คนนั้นไม่เคยเป็นแม่คน

โปรดส่งต่อถึงทุกคนที่เป็น 'แม่' และทุกคนที่มี 'แม่'

หมอนวิเศษ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ในประเทศจีนมีชายชาวนาคนหนึ่ง
ชื่อ "อาเฉิน" กำลังนั่งกินอาหารอยู่ในโรงเตี๊ยม ก็ได้มีพ่อค้าเร่คนหนึ่ง
เข้ามาทักทายเขาว่า "พ่อหนุ่ม ทำมาหากินเป็นอย่างไรบ้าง"

"ไม่ไหวเลยครับ ชีวิตของข้าอับจนสิ้นดี" อาเฉินตอบอย่างเศร้าสร้อย
"เจ้าไม่พอใจในวิถีชีวิตของตนเองดอกหรือ?" พ่อเฒ่าสอบถาม
"จะให้ข้าพอใจได้อย่างไรในเมื่อข้าต้องทำงานหนักทั้งวัน
ถ้าข้าได้เป็นเศรษฐี ข้าจึงจะพอใจ" อาเฉินกล่าว พ่อเฒ่านิ่งงันไม่พูดอะไร

ก่อนจากกันพ่อเฒ่าได้ยื่นห่อผ้าในมือให้อาเฉิน และพูดขึ้นว่า
"พ่อหนุ่ม ข้าต้องเดินทางไปหมู่บ้านข้างเคียง พรุ่งนี้เช้าจึงจะกลับ
เจ้าจะเก็บรักษาหมอนใบนี้ไว้ให้ข้าได้หรือไม่? หมอนใบนี้หนุนนอนสบายดี
เจ้าจะใช้หมอนใบนี้หนุนหัวในคืนนี้ก็ได้"
อาเฉินรับคำจะเก็บรักษาหมอนไว้ให้ ทั้งสองจึงแยกทางกัน

ในคืนนั้น อาเฉินใช้หมอนของพ่อเฒ่าหนุนนอน

เมื่ออาเฉินตื่นขึ้นมาก็พบว่ามีแท่งเงิน แท่งทองเต็มไปหมด
"รวยแล้ว ในที่สุดเราก็รวยสมใจนึก" อาเฉินตะโกนสุดเสียงด้วยความดีใจ
"ข้าจะสร้างคฤหาสน์หลังงาม ข้าจะซื้อทุกอย่างที่ข้าต้องการ"

อีกไม่นานคฤหาสน์ของเขาก็สร้างเสร็จ ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา
อาเฉินเป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว เขาไม่ปราถนาจะลดตัวลงไปเสวนากับคนจน
ดังนั้นเขาจึงปิดคฤหาสน์อาศัยอยู่ในนั้นตามลำพัง

อยู่มาไม่นานอาเฉินก็เบื่อหน่าย "ขาดอะไรไปสักอย่าง? อ้อรู้แล้ว
สวนของข้าว่างเปล่านั่นเอง" เขาจึงสั่งให้คนงานหาดอกไม้หลากสีสัน
งดงามที่สุดเท่าที่จะหาได้ และไม้ใหญ่มาปลูกไว้ในสวน และขุดสระเลี้ยงปลา

แต่แล้ว อาเฉินยังรู้สึกเงียบเหงาเปล่าเปลี่ยว
"จะต้องขาดอะไรไปสักอย่าง อ้อรู้แล้ว บ้านหลังนี้เงียบเกินไป"
อาเฉินจึงว่าจ้างนักดนตรี นักรำมาขับกล่อมให้ความบันเทิง

แต่แล้วต่อมาไม่นาน อาเฉินก็รู้สึกเบื่อกับการร้องรำ เขาจึง
ไล่นักดนตรี นักรำออกจากบ้านไป อาเฉินรู้สึกเหงาหงอยอ้างว้าง
"อ้า...สิ่งที่ข้าต้องการคือ ภรรยาสักคน...ใช่แล้ว"

อาเฉินส่งคนรับใช้ไปป่าวประกาศกลางหมู่บ้านว่า หญิงใดที่ยังเป็นโสด
ขอให้มาชุมนุมที่หน้าคฤหาสน์ของเขาในเช้าวันรุ่งขึ้น เพื่อให้เขาเลือกเป็นภรรยา
แต่ ไม่มีหญิงใดโผล่หน้ามาให้เห็นในเช้าวันถัดมา อาเฉินรู้สึกแค้นเคืองฉุนเฉียว
"เฮอะ ชาวนาโง่เง่า ข้าไม่เห็นจะต้องการเลย อยู่คนเดียวก็ได้"

อยู่มาวันหนึ่ง อาเฉินตัดสินใจลงจากเขา อาเฉินนั่งเกี้ยวงดงาม
มีคนรับใช้สี่คนหาม มาดโอ่อ่าภูมิฐานยิ่งนัก แต่อาเฉินก็ต้องประหาดใจ
เมื่อผู้คนในหมู่บ้านไม่มีใครให้ความสนใจเขาเลย เมื่อเขาผ่านโรงเตี๊ยมเก่า
เขาได้ยินเสียงผู้คนทักทายกัน สลับกับเสียงหัวเราะเป็นระยะ เขามองเห็น
เพื่อนเก่าซดข้าวต้มร่วมกัน แม้คนเหล่านั้นจะยากไร้ แต่ก็มีความสุขยิ่ง

อาเฉินหวนกลับมายังคฤหาสน์อ้างว้าง นั่งครุ่นคิดอยู่เป็นนาน
เขากลายเป็นมหาเศรษฐีแล้ว แต่ก็ไม่มีความสุข ชีวิตแสนสบายแต่อ้างว้าง
อาเฉินอยากจะกลับไปเป็นชาวนาสามัญเช่นเดิม แล้วเขาก็เผลอหลับไป

เมื่ออาเฉินลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ก็พบว่าตนเองอยู่ในห้องเก่าซอมซ่อ

ทุกอย่างอยู่ในสภาพเดิม อาเฉินเพิ่งรู้ว่าตัวเองฝันไป เขาวิ่งออกจากกระท่อม
หัวเราะร่าด้วยความยินดี อาเฉินร้องทักทายชาวนาที่เดินผ่านบ้าน เหมือนกับ
เพื่อนรักที่หายหน้าไปนาน และพอถึงตอนสายของวันชายชราเจ้าของหมอน
ก็ได้มาหาอาเฉิน "เป็นอย่างไรพ่อหนุ่ม เมื่อคืนหลับฝันดีหรือไม่"

อาเฉินวิ่งกลับเข้าบ้าน หยิบเอาหมอนห่อผ้าให้เรียบร้อย ยื่นคืนให้เจ้าของ
"ขอบพระคุณท่านผู้เฒ่าเป็นอย่างมาก ที่ให้ยืมหมอนวิเศษใบนี้
ข้าเพิ่งได้บทเรียนล้ำค่าของชีวิต...ไม่มีสุขใดใหญ่หลวงเกินไปกว่า
ความพึงพอใจในสิ่งที่ตนเองมีอยู่อีกแล้ว
"

อาเฉินหยิบจอบขึ้นพาดบ่า เดินผิวปากออกจากบ้าน
มุ่งหน้าไปยังท้องนา พ่อเฒ่าอมยิ้ม และออกเดินทางต่อไป

10 Differences between Winner & Loser

10 Differences between Winner & Loser
ข้อแตกต่างระหว่าง ผู้ชนะ กับ ผู้แพ้

1) When a winner commits a mistake, he say I'm wrong
(Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : เมื่อพบว่ามีข้อผิดพลาด จะพูดว่า ฉันทำผิดเอง

When a loser commits a mistake, he says it's not my fault
ผู้แพ้ : เมื่อพบข้อผิดพลาด จะพูดว่า ไม่ใช่ความผิดของฉัน

2) A winner works harder and has more time than a loser
(Habit 2 :Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : จะทำงานหนักกว่าปกติ และมีเวลามากกว่าผู้แพ้

A loser always is too busy to do what is necessary
(Habit 3 : Put first thing first)
ผู้แพ้ : จะทำงานแบบยุ่งทั้งวัน โดยที่ไม่คิดว่างานไหนควรทำก่อน ทำหลัง

3) A winner faces and solves his/her problems
(Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะเผชิญหน้ากับปัญหาและลงมือแก้ไขปัญหานั้น

A loser does otherwise
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม หลีกเลี่ยงปัญหา

4) A winner makes things happen (Habit 1 : Be proactive)
ผู้ชนะ : จะลงมือทำงานให้ปรากฎผลงานขึ้น

A loser makes promises
ผู้แพ้ : จะให้แต่คำสัญญา คือมีแต่ลมปาก แต่ไม่ลงมือ

5) A winner wld say " I am good but not as good as I want to be "
(Habit 1: Be proactive)
ผู้ชนะ : จะพูดว่า “ ฉันทำได้ดี แต่ยังไม่ดีเท่ากับที่ฉันต้องการ"

A loser wld say " I am not as bad as others "
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ยังมีคนอื่นอีกหลายคนที่มีผลงานแย่กว่าตัวเขา “

6) A winner listens, understand and responds
(Habit 5 : Seek first to understand then be understood)
ผู้ชนะ : จะตั้งใจฟัง แล้วทำความเข้าใจ และ สามารถตอบสนองได้

A loser only waits until it's his/her turn to speak
ผู้แพ้ : จะรออย่างเดียว โดยไม่ฟัง ไม่ทำความเข้าใจสิ่งที่คนอื่นพูด
รอจนกว่าจะถึงคิวที่จะได้พูดเรื่องของตัวเอง

7) A winner respects people who are superior to him and wld
like to learn from them (Habit 1 : Be proactive)'
ผู้ชนะ : จะยอมรับ นับถือคนที่มีความสามารถเหนือกว่า และจะเรียนรู้จากคนเหล่านั้น

A loser does otherwise, and wld try to find his superior's faults
ผู้แพ้ : จะทำในทางตรงข้าม และจะพยามายามหาข้อผิดพลาดของคนที่เหนือกว่าเขา


8) A winner is responsible not just for his own work
(Haibt 4 : Think win-win and Habit 6 : Synergize)
ผู้ชนะ : จะมีความรับผิดชอบ ไม่เพียงแต่งานที่ได้รับมอบหมายเท่านั้น
จะช่วยคิดให้องค์กรประสบความสำเร็จ ( ไม่ใช่ไปก้าวก่ายงานคนอื่นนะ )

A loser will not dare help others and wld say I'm just doing my job
ผู้แพ้ : จะไม่กล้าที่จะช่วยเหลือคนอื่น และ มักจะพูดว่า ฉันไม่ว่าง กำลังทำงานของฉันอยู่

9) A winner wld say " There shd be a better way to do it "
(Habit 1 :Be proactive and Habit 2 : Begin with the end in mind)
ผู้ชนะ : ต้องมีวิธีที่จะทำให้ดีขึ้นได้เสมอ

A loser wld say " This is the only way to do "
ผู้แพ้ : จะพูดว่า “ นี่คือหนทางเดียวที่ทำได้ “

10) A winner like you will share this with his/her friends
(Habit 4 & 6)
ผู้ชนะ : จะแบ่งปันบทความนี้ไปยังเพื่อนๆของเขา

A loser will just keep this to himself/herself because he/she doesn't have
time to share this with others.
ผู้แพ้ : จะเก็บบทความนี้เอาไว้ เพราะว่า เขาไม่มีเวลาที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่น

บทกลอนยอดเยี่ยม UN

บทกลอนยอดเยี่ยม UN

*บทกลอนของเด็กอัฟริกัน ผู้ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมจากUN***

Nominated by UN as the best Poem of 2006 - Written by an African Kid

When I born, I black : เมื่อผมเกิด ผมผิวดำ
When I grow up, I black : เมื่อผมโตขึ้น ผมก็ยังผิวดำอยู่
When I go in Sun, I black : เมื่อผมอยู่ใต้แสงแดด ผมก็คงยังผิวดำ
When I scared, I black : เมื่อผมกลัว ผมก็ผิวดำ
When I sick, I black : เมื่อผมป่วย ผมก็ยังผิวดำ
And when I die, I still black : และเมื่อผมตาย ผมก็ยังคงผิวดำ

And you white fellow : และคุณ...เพื่อนมนุษย์ผิวขาว
When you born, you pink : เมื่อแรกเกิด คุณมีผิวสีชมพู
When you grow up, you white : เมื่อคุณโตขึ้น คุณมีผิวสีขาว
When you go in sun, you red : เมื่อคุณอยู่ใต้แสงแดด คุณมีผิวสีแดง
When you cold, you blue : เมื่อคุณหนาว คุณมีผิวสีน้ำเงิน
When you scared, you yellow : เมื่อคุณกลัว คุณมีผิวสีเหลือง
When you sick, you green : เมื่อคุณป่วย คุณมีผิวสีเขียว
And when you die, you grey : เมื่อคุณตาย คุณมีผิวสีเทา
And you calling me colored?? : และคุณเรียกผมว่า คนผิวสี??